ห้องครัว ห้องเรียนแสนสนุก Play Chef เปิด สอนมาตั้งแต่ปี 2545 เดิมใช้ชื่อว่า Kids in the Kitchen เป็นสถาบันสอนทำอาหารสำหรับเด็กแห่งแรกที่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ สำหรับเด็กด้วยการสัมผัสและปฏิบัติจริง เด็กๆ นักทำครัวจะได้เรียนและเล่นผ่านกระบวนการเตรียมและประกอบอาหาร นอกจากนั้น ยังเปิดสอนหลักสูตรศิลปะการทำอาหารสำหรับวัยรุ่นไปจนถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ

จุดเริ่มต้นจากคุณอัญชลี กาญจนจิตกร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ คัลเลอมี (Kolor me art school) ซึ่งเปิดสอนศิลปะสำหรับเด็กและบุคคลทั่วไป ได้เล็งเห็นว่า นอกจากวิชาศิลปะจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเด็กในหลายๆ ด้านแล้ว การทำครัวก็เป็นศิลปะอีกศาสตร์หนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการในเด็ก ไปจนถึงวัยรุ่น  จึงได้นำหลักสูตรศาสตร์ด้านการทำอาหารมาประสมประสานกับทฤษฎีด้านศึกษาศาสตร์ เพื่อสร้างหลักสูตรที่เรียงลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสมและ ปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยได้คณะครูผู้มีประสบการณ์และความชำนาญมาช่วยทำให้หลักสูตรมีประสิทธิภาพและพัฒนา เด็กในระยะยาว ทำให้ทางสถาบันมีเด็กที่สนใจมาเรียนทำอาหารด้วยแล้วกว่า 2,000 คน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2549 ได้รับเกียรติจากคุณสวนี วรรณกนก แห่งสำนักพิมพ์เวลาดี ในเครือแปลน ให้เขียนตำราอาหารชุด Learning by Cooking รวม 3 เล่ม ประกอบด้วย Window to the World หน้าต่างความรู้สู่ความอร่อย / Kitchen Chemistry ห้องครัวห้องทดลองแสนสนุก / Art in the Kitchen เติมความคิดสร้างสรรค์ให้จานอร่อย ซึ่งเป็นตำราอาหารที่คุณแม่หรือผู้ปกครองสามารถเนรมิตห้องครัวเป็นห้องเรียนแสนสนุก ให้แก่เด็กๆ และตำราชุดนี้ยังนำมาใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนที่ Play Chef  ซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่

ห้องเรียนห้องครัวสำหรับนักทำครัวตัวน้อยและตัว ใหญ่ เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารเพื่อพัฒนาการสำหรับเด็กและพัฒนาทักษะการทำอาหารสำหรับ ผู้ใหญ่ มีการจัดสถานที่เรียนโดยแยกเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งครัวสำหรับเด็กและครัวสำหรับ ผู้ใหญ่ พร้อมทั้งมีการเลือกสรรวัสดุอุปกรณ์อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่สามารถใช้ ประกอบอาหารได้จริง ซึ่งแตกต่างจากการใช้ของจำลองหรือการเล่นของเล่น
การเรียนการสอนเป็นแบบ Play and Learn by Cooking เด็กๆ จะได้เรียนรู้แบบ Hands on ซึ่งหมายถึง เด็กๆ แต่ละคนจะได้เตรียมวัตถุดิบและปฏิบัติการปรุงอาหาร ด้วยตนเองทุกขั้นตอน และยังได้นำอาหารกลับบ้านเพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัวเพื่อแบ่งปันความภาคภูมิใจ ทั้งนี้ พ่อแม่ และผู้ปกครองสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กๆ ได้อย่างชัดเจน อาทิ การรู้จักรับประทานอาหารและขนมที่มีประโยชน์ การอาสาช่วยคุณแม่ล้างจาน การรู้จักปริมาตรและปริมาณ และการรู้จักแบ่งปัน เป็นต้น
หลักสูตรการทำอาหารที่ Play Chef มีจุดเด่นโดยเน้นประโยชน์ของการเรียนรู้ สร้างความสนใจในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง IQ และ EQ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้รู้จักการประยุกต์งานครัวด้วยการสร้างรูปแบบอาหารใน แบบของตนเอง รวมทั้งสร้างเสริมความรู้รอบตัวทั้งในเรื่องวัฒนธรรมและสังคม ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ โภชนาการ สุขลักษณะและความปลอดภัย ตลอดจนฝึกฝนให้เด็กคิดอย่างเป็นขั้นตอนผ่านการกระบวนการทำอาหาร นอกจากนี้ ยังพัฒนาอารมณ์ ประสาทสัมผัส และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก
นอกจากหลักสูตรสำหรับเด็กแล้ว ยังมีหลักสูตรที่ปูพื้นฐานสำหรับวัยรุ่นไปจนถึงการเรียนทำอาหารในระดับอาชีวะและ ปริญญาตรี รวมถึงหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานด้านการทำอาหารมาก่อน หลักสูตรการทำอาหารที่ Play Chef จึงป็นหลักสูตรการทำอาหารที่เน้นความหลากหลายสำหรับเด็ก และเป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะและอาชีพสำหรับ ผู้ใหญ่


คณะครูผู้สอนเป็นครูที่ผ่านการศึกษาในสาขาวิชา ศึกษาศาสตร์และการอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยของสถาบันต่างๆ ที่ได้อุทิศ เสียสละ และเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างพัฒนาการที่ดีโดยเริ่มต้นจากวัยเด็กเพื่อไปสู่อนาคต ที่ดีต่อไป

รู้จักกับ “ครูแมว”

“ครูแมว” หรืออัญชลี กาญจนจิตกร เจ้าของและผู้บริหารโรงเรียนสอนทำอาหารเพลย์เชฟ และโรงเรียนสอนศิลปะคัลเลอมี จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ด้วยความรักในการเป็นครูจึงเลือกสอบเข้าที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นจึงบินไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ Widener University ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ครูแมวได้สั่งสมประสบการณ์จากงานในหลากหลายด้าน ทั้งผู้จัดการฝ่ายขายพื้นที่และบริการศูนย์การค้า และได้เลื่อนเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งผู้ช่วยประธานกรรมการศูนย์การค้า หลังจากนั้น จึงผันตัวเองสู่การเป็นผู้จัดการสำนักกรรมการผู้จัดการ/บริหารการโฆษณาและประชา สัมพันธ์สถาบันการเงิน MTS และด้วยความรักในการเป็นครู ครูแมวจึงทำงานเป็นอาจารย์สอนพิเศษควบคู่ไปด้วย และอีกหนึ่งอาชีพในยามว่างจากภารกิจทั้งปวง ครูแมวยังหันไปเอาดีทางด้านการเป็นคอลัมนิสต์ เขียนหนังสือในสิ่งที่ตนเองสนใจโดยเฉพาะตำราสอนการทำอาหารด้วยเมนูหลากหลาย ในสูตรเด็ดเคล็ดลับตามแบบฉบับของตนเอง และคอลัมน์เกี่ยวกับธรรมชาติต้นไม้ดอกไม้ นอกจากนี้ ครูแมวยังเป็นวิทยากรรับเชิญให้กับรายการโทรทัศน์ต่างๆอีก ด้วย

จากความสนใจในการเขียนตำราอาหารและการชอบเข้าครัวปรุง อาหารตามแบบฉบับของตนเอง รวมถึงความสนใจในธรรมชาติ เมื่อผสานเข้ากับประสบการณ์ทั้งการเป็นครูและการเป็นนักบริหาร ครูแมวจึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารเพลย์เชฟ และโรงเรียนศิลปะคัลเลอมีขึ้น ด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองทั้งด้านการทำอาหารและศิลปะ โดยเน้นการบูรณาการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ Play&Learn


ระวิกานต์ ตุงคนาคร หรือครูเปิ้ล

จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ (อาหารและโภชนาการ) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ครูเปิ้ลเริ่มต้นบนเส้นทางการทำงาน เมื่อปี 2548 - 2551 โดยทำงานเกี่ยวกับโภชนาการที่สถาบันค้นคว้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากประสบการณ์การคิดค้นเมนูและการทำอาหารจึงคิดว่าการทำอาหารมีประโยชน์และก่อให้ เกิดทักษะด้านต่างๆ มากมาย ครูเปิ้ลจึงมีความคิดว่าอยากจะปลูกฝังทักษะนี้ให้แก่เด็กๆ และได้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่การเป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียน สอนทำอาหาร Play Chef ด้วยตระหนักว่าเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ต้องแต่งแต้มสีสันด้วยความเอาใจใส่ มิเช่นนั้นแล้วผ้าขาวก็จะไม่สดใส สวยงาม

การได้สอนทำอาหารให้แก่เด็กๆ เป็นอีกงานหนึ่งที่ครูเปิ้ลทำแล้วมีความสุข และมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด

วันเพ็ญ ศิริธรรม หรือครูก้อย

สำเร็จการศึกษาสาขาอาหารและโภชนาการ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2550  ปัจจุบันครูก้อยทำงานด้านกฎหมาย แต่ด้วยความรักในสาขาวิชาที่เรียนมา ครูก้อยจึงทำงานด้านอาหารด้วย โดยเป็นวิทยากรสัญจรของศูนย์ กทม. (วัดโฆสิตาราม) ซึ่งต้องออกไปสอนนอกสถานที่ตามชุมชนต่างๆ ย่านฝั่งธนบุรีในวันเสาร์และอาทิตย์ อาหารที่ครูก้อยชอบและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ คือ ขนมไทย โดยได้แรงบันดาลใจจากคุณแม่ซึ่งทำขนมไทยอร่อยมากและมีสีสันสวยงามน่ารับประทาน

ครูก้อยยึดคติประจำใจในการดำเนินชีวิตและการทำงานที่ว่า “จงเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ” เพราะความรู้นั้นมีมากมายมหาศาลไม่มีวันที่จะเรียนรู้ได้หมด ฉะนั้นจึงต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และพยายามขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตนเสมอ